
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% จะกลับมามีผลบังคับใช้จริงตามกฎหมาย หลังจากที่มาตรการลดอัตราภาษีชั่วคราวซึ่งทำให้คนไทยคุ้นเคยกับอัตรา 7% มาตลอดหลายสิบปีสิ้นสุดลงตามกำหนดที่ 30 กันยายน 2569 การเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคแทบทุกประเภท ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า ไปจนถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
คำถามที่สำคัญกว่า “ราคาจะขึ้นเท่าไร” คือ หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจจะรับมือกับความกังวลของประชาชนที่ตามมาได้อย่างไร และจะมีเครื่องมืออะไรที่ช่วยให้ฟังเสียงประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและครอบคลุม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจทั้งบริบทของการเปลี่ยนแปลง และแนวทางเชิงปฏิบัติที่ใช้เทคโนโลยี TextAI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความคิดเห็นสาธารณะได้จริง
VAT จะปรับขึ้นเมื่อไร และทำไมถึงเกิดขึ้น
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยกำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่มีการบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2535 แต่ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยทุกสมัยได้ออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีลงเหลือ 7% ต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนและบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้ขยายมาตรการดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งหมายความว่าหากไม่มีการต่ออายุมาตรการอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะกลับไปอยู่ที่ 10% ตามที่กฎหมายกำหนดไว้จริง
ปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้การต่ออายุมาตรการลดภาษีครั้งนี้ยังไม่แน่นอนมีหลายประการ ประการแรกคือแรงกดดันด้านรายได้ภาษีของรัฐบาลที่ต้องการแหล่งรายได้เพิ่มเติมเพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่สูงขึ้น ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ งบประมาณสาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประการที่สองคือระดับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้นใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ซึ่งทำให้มีข้อเสนอหลายฝ่ายที่ต้องการขยายฐานรายได้ของรัฐผ่านการปรับโครงสร้างภาษี
ก่อนหน้านี้ยังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ในการศึกษาความเป็นไปได้ของการปรับโครงสร้างอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นแบบขั้นบันได เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่รองรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าประเด็น VAT กำลังถูกให้ความสนใจอย่างจริงจังในระดับนโยบาย และนั่นเองที่ทำให้ความกังวลของประชาชนเริ่มก่อตัวขึ้นก่อนวันบังคับใช้จริงจะมาถึง
ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบคนไทยแทบทุกคน
ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากภาษีเงินได้ตรงที่มันเป็น “ภาษีทางอ้อม” ซึ่งเก็บในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตและการจำหน่าย แม้ผู้ประกอบการจะเป็นผู้นำส่งภาษีให้กรมสรรพากร แต่ภาระที่แท้จริงตกอยู่ที่ผู้บริโภคคนสุดท้ายที่จ่ายราคาสินค้าบวก VAT ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เมื่ออัตราภาษีปรับจาก 7% เป็น 10% ราคาสินค้าและบริการเกือบทุกประเภทที่อยู่ในระบบภาษีจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการโทรศัพท์ หรือบริการวิชาชีพต่างๆ
~51%
ของ GDP ไทยมาจากการบริโภคภาคเอกชน ทำให้การปรับขึ้นอัตรา VAT ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้างและกระทบครัวเรือนไทยในทุกระดับรายได้
แหล่งข้อมูล: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), 2566
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เนื่องจากพวกเขาต้องใช้สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ไปกับการบริโภคสินค้าจำเป็น ทำให้ภาษีทางอ้อมกระทบสัดส่วนรายได้ของพวกเขามากกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความถดถอยของภาษีทางอ้อม” (regressive tax effect) ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มนักวิจัยด้านนโยบายสังคมมักหยิบยกมาพิจารณาควบคู่กับการออกแบบมาตรการเยียวยา
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ไทยจะมีอัตรา VAT 7% ที่ต่ำที่สุดในอาเซียนในปัจจุบัน แต่เมื่อมองในภาพรวมภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จัดเก็บในอัตราที่สูงกว่า: เวียดนามและกัมพูชาจัดเก็บที่ 10% ฟิลิปปินส์ที่ 12% และอินโดนีเซียที่ 11% การปรับขึ้นเป็น 10% จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในบริบทภูมิภาค แต่การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังสูงอยู่ ย่อมสร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมหน่วยงานภาครัฐควรฟังเสียงประชาชนก่อนวันบังคับใช้จริง
การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีที่กระทบประชาชนในวงกว้างมักมาพร้อมกับกระแสความคิดเห็นจำนวนมหาศาล ทั้งในโซเชียลมีเดีย ช่องทางร้องเรียนของหน่วยงาน กล่องแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์ราชการ และคอมเมนต์ใต้ข่าวออนไลน์ ปัญหาคือความคิดเห็นเหล่านี้มาในรูปแบบที่ไม่มีโครงสร้าง ยากต่อการรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยวิธีดั้งเดิมที่ต้องใช้คนอ่านทีละความเห็น
ในอดีตที่ผ่านมา แม้แค่ข่าวลือเกี่ยวกับการปรับขึ้น VAT ก็เคยทำให้เกิดความสับสนในวงกว้างจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงและถอนรายงานบางฉบับ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นภาษีเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความอ่อนไหวสูง ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือการสื่อสารที่ไม่ทันกาลสามารถก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหน่วยงานภาครัฐคือการออกมาตรการเยียวยาที่ “ไม่ตรงกับความกังวลที่แท้จริง” ของประชาชน: หน่วยงานอาจคิดว่าประชาชนกังวลเรื่องราคาสินค้าทั่วไปมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงความกังวลที่แพร่หลายอาจอยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหรือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งต้องการมาตรการเฉพาะกลุ่มที่แตกต่างออกไป การมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อนวันบังคับใช้จริงจึงสำคัญกว่าการรอให้เกิดกระแสความไม่พอใจแล้วค่อยตามแก้ไขทีหลัง
TextAI: วิเคราะห์ความกังวลของประชาชนจากข้อความจำนวนมาก
เมื่อประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ย่อมมีข้อความความคิดเห็นจากประชาชนปรากฏอยู่ตามช่องทางต่างๆ ในปริมาณมหาศาล ปัญหาคือข้อความเหล่านี้มาในรูปแบบที่ไม่มีโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ Facebook ทวีต คำถามในกล่อง Q&A บนเว็บราชการ หรือข้อความผ่านระบบสายด่วนต่างๆ ซึ่งการอ่านและวิเคราะห์ทีละความเห็นไม่ใช่แนวทางที่ทำได้จริงเมื่อมีปริมาณหลักพันหรือหลักหมื่น
80%
ของข้อมูลในองค์กรอยู่ในรูปแบบ unstructured text ที่ไม่มีโครงสร้าง เช่น อีเมล ข้อความ และคอมเมนต์ ซึ่งยากต่อการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือดั้งเดิม
แหล่งข้อมูล: IBM Research, 2023
TextAI จาก QuestionPro ช่วยให้หน่วยงานสามารถนำข้อความเหล่านี้เข้าสู่ระบบและวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ ระบบจะจัดกลุ่มประเด็นที่ประชาชนพูดถึงบ่อยที่สุดโดยอัตโนมัติ เช่น กลุ่มความกังวลเรื่องภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น กลุ่มคำถามเกี่ยวกับสินค้าประเภทใดที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มความเห็นเกี่ยวกับความเป็นธรรมของนโยบาย และกลุ่มข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาที่ประชาชนอยากเห็น พร้อมวิเคราะห์ระดับความรู้สึกเชิงลบหรือเชิงบวกของแต่ละกลุ่มประเด็น
นอกจากนี้ TextAI ยังช่วยแยกแยะว่าประเด็นใดเป็นความกังวลที่มีพื้นฐานจากข้อเท็จจริง และประเด็นใดเกิดจากความเข้าใจผิดหรือข้อมูลที่ถูกนำไปตีความผิด ซึ่งสองกลุ่มนี้ต้องการแนวทางการสื่อสารและการแก้ไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง: กลุ่มแรกต้องการมาตรการแก้ไขเชิงนโยบาย ขณะที่กลุ่มที่สองต้องการการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและทันท่วงที
ตัวอย่างการนำ TextAI มาใช้จริงในบริบท VAT 10%
ลองนึกภาพว่าในช่วง 3 เดือนก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีคอมเมนต์และคำถามเกี่ยวกับ VAT ไหลเข้ามายังช่องทางต่างๆ รวมกันหลักหมื่นข้อความ หากไม่มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ ทีมงานจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อทำความเข้าใจภาพรวม ในขณะที่กระแสความกังวลกำลังขยายตัวในโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์
ด้วย TextAI หน่วยงานสามารถตั้งค่าให้ระบบประมวลผลข้อความเหล่านี้แบบอัตโนมัติ และภายในไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้ผลวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่า เช่น 43% ของข้อความแสดงความกังวลเรื่องค่าอาหารและสินค้าจำเป็น 28% ตั้งคำถามเรื่องสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี และ 19% เสนอให้มีมาตรการชดเชยสำหรับกลุ่มรายได้น้อยเป็นพิเศษ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมนโยบายสามารถออกแบบการสื่อสารที่ตอบตรงกับประเด็นที่ประชาชนสนใจมากที่สุดได้ทันที
การวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องยังช่วยให้เห็นแนวโน้มความคิดเห็นที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ในช่วงแรกอาจมีความกังวลเรื่องภาระค่าครองชีพเป็นหลัก แต่เมื่อใกล้วันบังคับใช้ ความกังวลอาจเปลี่ยนเป็นคำถามเชิงปฏิบัติ เช่น ร้านค้าจะต้องปรับราคาสินค้าที่ติดป้ายราคาไว้แล้วอย่างไร หรือใบกำกับภาษีจะต้องออกในรูปแบบใด การติดตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับการสื่อสารให้สอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้ในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ
ประโยชน์เชิงปฏิบัติของ TextAI ในบริบทนโยบายภาษี
มีสามด้านหลักที่ TextAI สร้างความได้เปรียบอย่างชัดเจนในสถานการณ์แบบนี้ ประการแรกคือ ความเร็วในการประมวลผล: ในหัวข้อที่มีความอ่อนไหวและเป็นที่พูดถึงกันมากอย่างเรื่องภาษี ปริมาณข้อความที่ต้องประมวลผลอาจมีจำนวนหลักหมื่นถึงหลักแสนในระยะเวลาสั้น การใช้ TextAI ช่วยลดเวลาในการทำความเข้าใจภาพรวมจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ประการที่สองคือ ความแม่นยำในการแยกแยะประเด็น: ระบบสามารถแยกความกังวลที่มีมูลความจริงออกจากความเข้าใจผิดที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งสองกลุ่มนี้ต้องการแนวทางการสื่อสารที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ประการที่สามคือ การออกแบบมาตรการที่ตรงจุด: หากพบว่าความกังวลส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน หน่วยงานภาครัฐสามารถพิจารณามาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าหมวดดังกล่าวเป็นพิเศษ แทนมาตรการเยียวยาแบบกว้างที่อาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง
“Organizations that invest in customer analytics are 23 times more likely to outperform their competitors in customer acquisition and retention.”
— McKinsey & Company, Customer Analytics Report
หลักการนี้ใช้ได้เท่าเทียมกันในบริบทภาครัฐ: การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ใช้ข้อมูลเสียงประชาชนเป็นฐาน (data-informed policy) มีโอกาสได้รับการยอมรับจากสังคมสูงกว่ามาตรการที่ออกแบบโดยไม่รับฟังเสียงสาธารณะก่อน และนั่นหมายความว่าต้นทุนทางการเมืองและสังคมของการเปลี่ยนแปลงนโยบายจะต่ำลงด้วย
ข้อควรระวังในการนำ TextAI มาวิเคราะห์ความคิดเห็นสาธารณะ
เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อความมีข้อจำกัดที่ควรรับทราบอย่างตรงไปตรงมา ประการแรกคือปัญหา อคติในข้อมูลต้นทาง: ข้อความที่รวบรวมได้จากโซเชียลมีเดียอาจไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีแนวโน้มเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่าและมีทักษะด้านดิจิทัลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ความเห็นของกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจึงอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
ประการที่สองคือ ความซับซ้อนของภาษาไทย: ภาษาไทยมีความซับซ้อนด้านการตีความความรู้สึกสูง โดยเฉพาะการใช้ภาษาแบบประชด เสียดสี หรือสำนวนที่ต้องอาศัยบริบทในการตีความ ระบบวิเคราะห์ข้อความที่ดีควรได้รับการปรับแต่งสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่แปลจากโมเดลภาษาอังกฤษโดยตรง
ประการที่สามและสำคัญที่สุดคือ TextAI เป็น เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่เครื่องมือที่ตัดสินใจเชิงนโยบายแทนมนุษย์ ผลวิเคราะห์ควรนำมาประกอบกับการรับฟังความเห็นในรูปแบบอื่น เช่น การสำรวจความคิดเห็นแบบมีโครงสร้าง หรือการจัดเวทีรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น
หน่วยงานและธุรกิจกลุ่มไหนควรนำแนวทางนี้ไปใช้บ้าง
ไม่ใช่เฉพาะกรมสรรพากรหรือกระทรวงการคลังที่ได้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับ VAT แต่ยังมีหน่วยงานและธุรกิจอีกหลายกลุ่มที่สามารถนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตารางด้านล่างสรุปกลุ่มเป้าหมายหลักและวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม
| หน่วยงาน / กลุ่มธุรกิจ | วัตถุประสงค์หลัก | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
|---|---|---|
| กรมสรรพากร / กระทรวงการคลัง | ติดตามความคิดเห็นต่อนโยบายภาษีแบบเรียลไทม์ | ออกแบบมาตรการเยียวยาและการสื่อสารที่ตรงจุด |
| ทีมสื่อสารองค์กรภาครัฐ | ระบุคำถามที่ประชาชนสงสัยมากที่สุด | ออกแบบเนื้อหาชี้แจงที่ตอบตรงกับความกังวลจริง |
| ผู้ประกอบการค้าปลีก / SME | วิเคราะห์ความกังวลของลูกค้าต่อการปรับราคาสินค้า | วางแผนกลยุทธ์ราคาและการสื่อสารกับลูกค้า |
| นักวิจัยด้านนโยบายสาธารณะ | ศึกษาพฤติกรรมและความคิดเห็นสาธารณะต่อภาษี | ข้อมูลเชิงพฤติกรรมประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบนโยบาย |
สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้มีเหมือนกันคือต่างต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และครอบคลุมพอที่จะตัดสินใจหรือออกแบบการตอบสนองได้ก่อนที่กระแสความไม่พอใจจะขยายตัวออกไป แนวทางการวิเคราะห์ข้อความอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานของการบริหารจัดการประเด็นสาธารณะในยุคที่ความคิดเห็นแพร่กระจายได้เร็วกว่ามาตรการตอบสนอง
3 เท่า
องค์กรที่ใช้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าในการตัดสินใจมีแนวโน้มสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในด้านการรักษาฐานลูกค้าได้มากกว่าถึง 3 เท่า
แหล่งข้อมูล: Gartner, Data & Analytics Summit Report, 2023
สรุป: นโยบายภาษีที่กระทบทุกคน ต้องฟังเสียงทุกคนให้ทัน
การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความกังวลของประชาชนจำนวนมากในรูปแบบที่หลากหลายและกระจายอยู่ทั่วทุกช่องทาง การรอให้เกิดกระแสความไม่พอใจก่อนแล้วค่อยตามแก้ไขไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ เครื่องมืออย่าง TextAI จาก QuestionPro ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถฟังเสียงประชาชนได้ก่อนวันบังคับใช้จริง วิเคราะห์ประเด็นความกังวลที่แท้จริง และออกแบบการตอบสนองที่ตรงจุดได้อย่างทันท่วงที
อยากรู้ว่า TextAI จะช่วยองค์กรของคุณรับมือกับประเด็นสาธารณะที่ซับซ้อนได้อย่างไร ติดต่อทีม QuestionPro วันนี้เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
หากไม่มีการต่ออายุมาตรการลดอัตราภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในระบบ VAT จะปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น 3% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้นตามไปด้วย ยกเว้นสินค้าและบริการที่ได้รับการยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เช่น บริการการแพทย์และการศึกษาบางประเภทที่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ
สินค้าและบริการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายไทย ได้แก่ พืชผลเกษตรกรรมที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป บริการด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐ บริการการศึกษาที่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการที่ส่งออกไปต่างประเทศ (อัตรา 0%) กลุ่มเหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าว
TextAI คือระบบวิเคราะห์ข้อความอัจฉริยะจาก QuestionPro ที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการจัดกลุ่มประเด็น วิเคราะห์ความรู้สึก และระบุแนวโน้มจากข้อความจำนวนมากโดยอัตโนมัติ ต่างจากเครื่องมือทั่วไปที่วัดแค่คะแนนตัวเลข TextAI เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงของข้อความ ช่วยให้หน่วยงานเห็นว่าประชาชนกำลังพูดถึงอะไรและรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่แค่รู้ว่าพวกเขาพอใจหรือไม่พอใจในระดับใด
ผลวิเคราะห์จาก TextAI จะแสดงให้เห็นว่าความกังวลของประชาชนกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มสินค้าหรือประเด็นใดมากที่สุด หน่วยงานสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มนั้น แทนที่จะออกมาตรการแบบกว้างที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าเท่ากัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในแต่ละกลุ่ม
SME สามารถนำ TextAI มาวิเคราะห์ความคิดเห็นและคำถามของลูกค้าที่เกี่ยวกับการปรับราคาสินค้า เพื่อทำความเข้าใจว่าลูกค้ากังวลเรื่องใดมากที่สุดก่อนตัดสินใจกลยุทธ์ราคา ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจุดและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนการปรับราคาโดยไม่มีการอธิบายหรือเตรียมลูกค้าล่วงหน้า



