
ว่างงาน 2569 กลายเป็นคำที่หลายคนพิมพ์ลงโซเชียลพร้อมความสับสนว่า “มีงานเยอะแต่หางานไม่ได้” และนั่นคือหัวใจของปัญหาที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข: ไม่ใช่การขาดแคลนตำแหน่งงาน แต่เป็นการขาดแคลนความเชื่อมโยงระหว่างทักษะที่มีกับทักษะที่ตลาดต้องการ สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าปี 2569 มีผู้ว่างงานเกือบ 4 แสนคน โดยกลุ่มอายุ 20-25 ปีและผู้จบปริญญาตรีมีสัดส่วนสูงที่สุด ในขณะที่ฝ่าย HR จำนวนมากยังบอกว่า “หาคนไม่ได้” อยู่ดี
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสาเหตุที่แท้จริงของช่องว่างนี้ เครื่องมือที่ใช้วัดได้จริง และวิธีที่องค์กร สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐสามารถนำข้อมูลไปปิดช่องว่างทักษะแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ก่อนที่ต้นทุนของการเดาผิดจะบานปลายออกไปอีก
สถานการณ์ว่างงานไทยปี 2569: ตัวเลขบอกอะไร
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานเกือบ 4 แสนคน โดยกลุ่มอายุ 20-25 ปีมีสัดส่วนสูงที่สุด และผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นกลุ่มที่ว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับระดับการศึกษาอื่น นั่นหมายความว่าการลงทุนเรียนสูงขึ้นไม่ได้การันตีว่าจะมีงานทำเร็วขึ้นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงนี้ขัดกับสิ่งที่หลายคนเชื่อมาตลอด และนั่นคือสัญญาณแรกว่าปัญหาลึกกว่าแค่ “จบมาแล้วหางานไม่เก่ง”
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่าอัตราว่างงานในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นแตะ 0.91% และจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส สัญญาณนี้ไม่ได้บ่งบอกแค่เรื่องการว่างงาน แต่บอกว่าแรงงานบางส่วนกำลังไหลออกนอกระบบไปทำงานอิสระหรืองานนอกระบบแทน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียฐานภาษีและสวัสดิการที่ระบบต้องรองรับในระยะยาว
0.91%
อัตราว่างงานไทยในไตรมาสแรกปี 2569 โดยกลุ่มอายุ 20-25 ปีที่จบปริญญาตรีมีสัดส่วนว่างงานสูงที่สุด พร้อมกับสัญญาณว่าแรงงานบางส่วนไหลออกนอกระบบประกันสังคมไปทำงานอิสระแทน
แหล่งข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ / สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569
แม้ตัวเลขโดยรวมจะยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าโจทย์จริงในปี 2569 ไม่ใช่แค่ “มีงานทำหรือไม่” แต่คือ “รายได้ที่มีอยู่เพียงพอรับมือความไม่แน่นอนหรือเปล่า” สะท้อนว่าปัญหาลึกกว่าตัวเลขว่างงานที่เห็นบนหน้าข่าว และเป็นความกังวลเงียบๆ ที่คนทำงานจำนวนมากเผชิญอยู่ทุกวัน สิ่งที่ตัวเลขบอกไม่ได้คือ “เพราะอะไร” และนั่นคือสิ่งที่แบบสำรวจเข้ามาเติมเต็มได้
ทำไมเด็กจบใหม่ถึงหางานไม่ได้ ทั้งที่บริษัทบอกว่าขาดคน
ปัญหานี้มีชื่อเรียกในวงวิชาการว่า Skill Mismatch หรือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการกับสิ่งที่ผู้จบการศึกษามี สาเหตุมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็วตามเทคโนโลยี หลักสูตรการศึกษาที่ตามไม่ทันความต้องการจริงของนายจ้าง และความคาดหวังด้านเงินเดือนและรูปแบบการทำงานที่ไม่ตรงกันระหว่างสองฝั่ง ซึ่งแต่ละปัจจัยต้องการวิธีแก้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คำถามที่น่าคิดคือ: ถ้าบริษัทรู้ว่าตัวเองขาดคน ทำไมถึงยังหาคนไม่ได้? คำตอบที่ฟังดูขัดแย้งแต่เป็นจริงคือ บริษัทส่วนใหญ่รู้ว่า “ขาดคน” แต่ไม่รู้ว่าขาด “ทักษะอะไรกันแน่” ฝ่าย HR หลายแห่งยังตั้งเกณฑ์การคัดเลือกตามความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว แทนที่จะอิงข้อมูลเชิงปริมาณจากงานจริงว่าตำแหน่งนั้นต้องการทักษะใดบ้าง ผลคือการปฏิเสธผู้สมัครที่อาจเก่งในสิ่งที่ต้องการจริง เพียงเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นแบบเดาเอาเอง
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของ World Economic Forum ระบุในรายงาน Future of Jobs 2025 ว่าทักษะแกนกลางของแรงงาน 39% คาดว่าจะล้าสมัยหรือเปลี่ยนสาระสำคัญไปภายในปี 2573 นั่นหมายความว่าหลักสูตรที่ออกแบบมา 4 ปีก่อนนักศึกษาจบ อาจสอนทักษะที่ตลาดไม่ต้องการแล้วในวันที่พวกเขาถือใบปริญญาออกมา
39%
ของทักษะแกนกลางที่แรงงานใช้อยู่ในปัจจุบันคาดว่าจะล้าสมัยหรือต้องปรับเปลี่ยนสาระสำคัญภายในปี 2573 ทำให้หลักสูตรที่ไม่อัปเดตกลายเป็นตั๋วไปสู่การว่างงาน ไม่ใช่การจ้างงาน
แหล่งข้อมูล: World Economic Forum, Future of Jobs Report 2025
สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ยากแก้กว่าที่คิดคือการขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่าช่องว่างนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ เป็นเรื่องทักษะเทคนิคเฉพาะทาง ทักษะการสื่อสาร หรือความคาดหวังเรื่องสวัสดิการที่ไม่ตรงกัน การเดาปัญหาโดยไม่มีข้อมูลมักนำไปสู่การแก้ที่ผิดจุด เช่น การเพิ่มงบฝึกอบรมในทักษะที่ตลาดไม่ได้ต้องการอีกต่อไป หรือการปรับเงินเดือนโดยที่ปัญหาจริงอยู่ที่วัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่ค่าตอบแทน และนั่นคือจุดที่การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเข้ามาเปลี่ยนเกม
องค์กรจะรู้ช่องว่างทักษะที่แท้จริงได้อย่างไร
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการถามทั้งสองฝั่งโดยตรง ทั้งฝั่งผู้สมัครงานและเด็กจบใหม่ และฝั่งผู้จัดการที่ทำหน้าที่คัดเลือก ผ่านเครื่องมือสำรวจที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงาน HR เช่น Skill Gap Survey ที่เก็บข้อมูลว่าทักษะใดที่ตลาดต้องการมากที่สุดแต่หาคนได้ยากที่สุด หรือ Candidate Experience Survey ที่ช่วยให้เห็นว่าผู้สมัครรู้สึกอย่างไรระหว่างกระบวนการสมัครงาน ตกรอบเพราะอะไร และทำไมถึงปฏิเสธข้อเสนองานหลังผ่านการสัมภาษณ์แล้ว
ข้อมูลลักษณะนี้ช่วยให้ฝ่ายบุคคลและมหาวิทยาลัยเห็นภาพรวมเชิงปริมาณ แทนการอ้างอิงความรู้สึกหรือกรณีตัวอย่างเพียงไม่กี่คนที่อาจไม่สะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งระบบ ลองจินตนาการดูว่าถ้าฝ่าย HR ส่งแบบสำรวจสั้น 5 ข้อถามผู้สมัครทุกคนที่ผ่านรอบแรกแต่ไม่ได้รับการว่าจ้าง คำตอบที่ได้จะบอกได้มากกว่าสัญชาตญาณของผู้สัมภาษณ์คนเดียวอย่างมาก
วงจรช่องว่างทักษะและวิธีปิดมันด้วยข้อมูล
หลักสูตรล้าสมัย
สอนทักษะที่ตลาดไม่ต้องการแล้วในวันที่จบการศึกษา
Skill Mismatch
ผู้สมัครมีทักษะ แต่ไม่ใช่ทักษะที่นายจ้างต้องการจริง
Skill Gap Survey
วัดช่องว่างจากทั้งฝั่งนายจ้างและผู้สมัครอย่างเป็นระบบ
Targeted Upskill
ปรับหลักสูตรและเกณฑ์จ้างงานให้ตรงทักษะที่ขาดจริง
สิ่งที่หลายองค์กรมองข้ามคือการเก็บข้อมูลช่องว่างทักษะไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว แต่ต้องทำซ้ำสม่ำเสมอ เพราะทักษะที่ขาดแคลนในปีนี้อาจไม่ใช่ทักษะเดียวกับที่จะขาดแคลนในอีก 2 ปีข้างหน้า องค์กรที่ตั้งระบบสำรวจให้ทำงานอัตโนมัติทุกไตรมาสจะได้เปรียบในการปรับกลยุทธ์การจ้างงานและพัฒนาบุคลากรได้ไวกว่าคู่แข่งที่รอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยแก้
QuestionPro Employee Experience ช่วยปิดช่องว่างทักษะแรงงานได้อย่างไร
องค์กรที่อยากแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบสามารถใช้ฟีเจอร์ของ QuestionPro Employee Experience ในหลายจุดของกระบวนการจ้างงานและบริหารคน ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกไปจนถึงการพัฒนาพนักงานและการทำความเข้าใจสาเหตุการลาออก นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานได้ทันที
สร้างแบบสำรวจ Skill Gap ได้เร็วด้วย AI Survey Builder
QuestionPro มีเครื่องมือ AI ช่วยสร้างแบบสำรวจแบบสนทนา ทำให้ฝ่าย HR ที่ไม่ถนัดงานวิจัยสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับทักษะที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบ พร้อมเลือกจากคำถามกว่า 80 ประเภทและเทมเพลตสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับงานด้านทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะ ตัวอย่างคำถามที่ควรมีในแบบสำรวจ Skill Gap คือ “ทักษะใดที่ตำแหน่งนี้ต้องใช้บ่อยที่สุดในช่วง 6 เดือนแรก” และ “ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านใดมากที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้จัดการตอบได้ทันทีแต่ฝ่าย HR มักไม่เคยถามอย่างเป็นทางการ
ใช้ Logic แยกกลุ่มผู้ตอบตามตำแหน่งงาน
ด้วยระบบ Branching และ Skip Logic แบบสำรวจเดียวกันสามารถแตกคำถามที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งงานหรือแผนกของผู้ตอบได้อัตโนมัติ ทำให้ทีมงานไม่ต้องสร้างแบบสำรวจแยกหลายชุดสำหรับแต่ละแผนก แต่ยังได้ข้อมูลเจาะลึกเฉพาะทางในแต่ละกลุ่ม ซึ่งสำคัญมากเมื่อทักษะที่ขาดแคลนในแผนกวิศวกรรมต่างจากทักษะที่ขาดในแผนกการตลาดโดยสิ้นเชิง
วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วย Advanced Cross-Tabulation
สำหรับองค์กรที่อยากรู้ว่าช่องว่างทักษะสัมพันธ์กับปัจจัยใดบ้าง เช่น อายุงาน แผนก หรือระดับการศึกษา ฟีเจอร์ Cross-Tabulation ของ QuestionPro ช่วยสร้างตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหลายตัวพร้อมการทดสอบทางสถิติ เพื่อหาความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลได้ลึกกว่าการดูตัวเลขเฉลี่ยทั่วไป
เก็บ Exit Interview อัตโนมัติเพื่อลด Turnover
เมื่อพนักงานใหม่ลาออกเร็วผิดปกติ การตั้งแบบสำรวจ Exit Interview ให้ส่งอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการลาออกช่วยให้องค์กรเห็นแพทเทิร์นของสาเหตุการลาออกในภาพรวม แทนการฟังเหตุผลแบบปากเปล่าที่อาจไม่ตรงความรู้สึกจริงของพนักงาน เพราะพนักงานที่ลาออกมักบอกเหตุผลที่ “ฟังดูดี” ในการคุยแบบ face-to-face แต่จะตอบตรงกว่าหากกรอกแบบสำรวจแบบไม่ระบุตัวตน
เปรียบเทียบกับตลาดแรงงานภายนอกผ่าน QuestionPro Audience
หากต้องการรู้ว่าช่องว่างทักษะที่พบในองค์กรตรงกับแนวโน้มตลาดแรงงานโดยรวมหรือไม่ สามารถใช้บริการกลุ่มตัวอย่างภายนอกของ QuestionPro ที่มีฐานผู้ตอบกว่า 22 ล้านคนทั่วโลก เพื่อสำรวจเปรียบเทียบกับผู้หางานกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้สมัครเข้ามาในองค์กร ทำให้เห็นภาพตลาดแรงงานที่กว้างกว่าฐานข้อมูลภายในบริษัทเพียงอย่างเดียว
แนวทางสำหรับแต่ละกลุ่ม: ใครทำอะไรได้บ้าง
ปัญหา Skill Mismatch ไม่ใช่ปัญหาที่ใครฝ่ายเดียวจะแก้ได้ มันต้องการข้อมูลและการปรับตัวจากหลายฝ่ายพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่แต่ละกลุ่มทำได้จริงด้วยข้อมูลจากแบบสำรวจ
| กลุ่ม | ปัญหาที่มี | เครื่องมือที่ช่วยได้ | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
|---|---|---|---|
| ฝ่าย HR | เกณฑ์คัดเลือกไม่ตรงทักษะจริง | Skill Gap Survey + Exit Interview | ลด Turnover ในพนักงานใหม่ |
| มหาวิทยาลัย | หลักสูตรตามหลังตลาด 2-4 ปี | Employer Feedback Survey | ปรับหลักสูตรตรงความต้องการ |
| หน่วยงานรัฐ | โครงการ Upskill ไม่ตรงกลุ่มเสี่ยง | Labor Market Survey + Audience Panel | จัดสรรงบได้ตรงจุดมากขึ้น |
| แพลตฟอร์มหางาน | ระบบ Match ไม่แม่นยำพอ | Candidate Skill Survey + Cross-Tab | เพิ่ม Conversion การจ้างงาน |
สิ่งที่ตารางนี้บอกคือทุกกลุ่มมีปัญหาคนละชั้น แต่ทุกปัญหามีจุดร่วมเดียวกัน: ขาดข้อมูลที่เก็บจากคนที่อยู่ในสถานการณ์จริง ไม่ใช่ข้อมูลที่สรุปจากการประชุมในห้องแอร์โดยไม่มีตัวเลขรองรับ การปิดช่องว่างทักษะจึงต้องเริ่มจากการปิดช่องว่างข้อมูลก่อน
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนทำ Skill Gap Survey
ก่อนที่จะรู้สึกว่าการสำรวจช่วยแก้ได้ทุกอย่าง มีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ตั้งแต่ต้น จะออกแบบแบบสำรวจได้แม่นยำกว่ามาก
ประการแรก ผู้ตอบมักบอกสิ่งที่คิดว่า “ควรจะตอบ” ไม่ใช่สิ่งที่รู้สึกจริง โดยเฉพาะในแบบสำรวจที่ไม่ได้ไม่ระบุชื่ออย่างแท้จริง เมื่อพนักงานรู้ว่านายจ้างอาจอ่านคำตอบได้ พวกเขาจะตอบแบบ “ปลอดภัย” แทนที่จะตอบตรงๆ วิธีแก้คือออกแบบให้แบบสำรวจ Skill Gap แยกจากระบบประเมินผลงานอย่างชัดเจน และสื่อสารให้ผู้ตอบเข้าใจว่าข้อมูลถูกรวบรวมเพื่อพัฒนากระบวนการ ไม่ใช่เพื่อตัดสินตัวบุคคล
ประการที่สอง ข้อมูลจากแบบสำรวจบอกได้ว่า “อะไรขาด” แต่ไม่ได้บอกเสมอไปว่า “ต้องแก้อย่างไร” การแปลข้อมูลให้กลายเป็นแผนพัฒนาทักษะที่ทำได้จริงยังต้องการการตีความจากผู้เชี่ยวชาญด้าน L&D (Learning and Development) ที่เข้าใจบริบทขององค์กร แบบสำรวจเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
และประการสุดท้ายที่หลายองค์กรลืมคือ ความถี่ในการสำรวจ ทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายคนคิด การทำ Skill Gap Survey เพียงปีละครั้งอาจทำให้ข้อมูลล้าสมัยก่อนที่จะนำไปใช้ได้จริง การตั้งระบบให้สำรวจอัตโนมัติทุกไตรมาสหรือหลังจากปิดตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งจะให้ข้อมูลที่สดกว่าและใช้การได้จริงมากกว่า
สรุป: ตัวเลขว่างงานบอกอาการ แต่ Survey บอกสาเหตุ
ตัวเลขผู้ว่างงานเกือบ 4 แสนคนในปี 2569 บอกเราว่ามีปัญหาเกิดขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าปัญหาคืออะไรกันแน่ การแก้ปัญหาตลาดแรงงานที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการฟังเสียงทั้งฝั่งคนหางานและฝั่งนายจ้างอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่องาน HR โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การดูยอดเข้าชม LinkedIn หรือนับ CV ที่ได้รับในแต่ละสัปดาห์
อยากเริ่มต้นเก็บข้อมูลช่องว่างทักษะในองค์กรของคุณ? ทีมของ QuestionPro พร้อมช่วยออกแบบแบบสำรวจที่ตรงกับความต้องการของคุณโดยเฉพาะ ติดต่อเราวันนี้และเปลี่ยนความรู้สึกให้กลายเป็นข้อมูลที่ตัดสินใจได้จริง
กลุ่มที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดในปี 2569 คือกลุ่มอายุ 20-25 ปีที่เพิ่งจบการศึกษา โดยเฉพาะผู้จบปริญญาตรี ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่าผู้จบระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนว่างงานสูงกว่าระดับการศึกษาอื่น สาเหตุหลักมาจาก Skill Mismatch หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่เรียนมากับสิ่งที่นายจ้างต้องการจริง ไม่ใช่การขาดแคลนตำแหน่งงานโดยตรง ทำให้การเพิ่มวุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุด
Skill Gap Survey คือแบบสำรวจที่ออกแบบมาเพื่อวัดช่องว่างระหว่างทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการกับทักษะที่ผู้สมัครหรือพนักงานมีอยู่จริง โดยเก็บข้อมูลจากทั้งฝั่งนายจ้างและผู้สมัคร ผลลัพธ์ช่วยให้ HR ปรับเกณฑ์การคัดเลือก มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตร และหน่วยงานรัฐออกแบบโครงการ Upskill ได้ตรงจุดมากขึ้น แทนการเดาจากประสบการณ์โดยไม่มีข้อมูลรองรับ
QuestionPro Employee Experience รองรับงาน HR ครบวงจร ตั้งแต่การสร้าง Skill Gap Survey ด้วย AI Survey Builder การใช้ Branching Logic แยกคำถามตามตำแหน่งงาน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Cross-Tabulation การตั้ง Exit Interview Survey อัตโนมัติ ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างภายนอกผ่าน QuestionPro Audience เพื่อเปรียบเทียบกับตลาดแรงงานในภาพรวมได้ทันที
มหาวิทยาลัยสามารถส่ง Employer Feedback Survey ให้กับบริษัทที่รับนักศึกษาฝึกงานหรือบัณฑิตไปทำงาน เพื่อเก็บข้อมูลว่าทักษะใดที่บัณฑิตขาดแคลนมากที่สุดในปีแรกของการทำงาน ข้อมูลนี้ใช้อัปเดตหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานปัจจุบัน แทนการอิงข้อมูลเก่าหลายปีก่อนที่อาจไม่สะท้อนความต้องการจริงอีกต่อไป
ควรทำ Skill Gap Survey อย่างน้อยทุกไตรมาส หรือหลังจากปิดรับสมัครตำแหน่งงานสำคัญทุกครั้ง เนื่องจากทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนแปลงเร็วตามเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจ การสำรวจเพียงปีละครั้งอาจทำให้ข้อมูลล้าสมัยก่อนที่จะนำไปใช้ได้จริง ระบบสำรวจอัตโนมัติที่ตั้งค่าล่วงหน้าช่วยให้องค์กรได้ข้อมูลสดอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องจำทำเองทุกครั้ง



